Home » 7 ข้อห้ามหลังฉีดโบ และวิธีดูแลตัวเองให้ Botox อยู่ได้นานขึ้น
last update :

7 ข้อห้ามหลังฉีดโบ และวิธีดูแลตัวเองให้ Botox อยู่ได้นานขึ้น

แม้ว่าการฉีด Botox จะเป็นหัตถการที่ทำแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้อยู่อย่างถาวร เพราะ โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น และมีการสลายตัวตามธรรมชาติ ยิ่งถ้าไม่มีการดูแลตัวเอง หลังฉีดโบท็อกซ์ ที่ดีพอ ก็จะยิ่งส่งผลทำให้โบท็อกซ์สลายตัวได้เร็วขึ้น ผลลัพธ์จึงอยู่ได้สั้นลง ในครั้งนี้ทาง All About Clinic จะมาแนะนำวิธีดูแลตัวเอง และ ข้อห้ามหลังฉีดโบ เพื่อให้ผลลัพธ์จากการฉีดโบท็อกซ์นั้นอยู่ได้นานมากขึ้น

เลือกอ่านหัวข้อในบทความ

การดูแลตัวเองหลังจาก ฉีดโบท็อกซ์

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดโบท็อกซ์ เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้นาน เกิดการสลายตัวที่ช้าลง ทั้งยังช่วยอาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์หลังจากที่ฉีดได้ ข้อควรปฏิบัติหลังจากฉีดโบท็อกซ์ มีด้วยกันดังนี้

1. ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด

การขยับกล้ามเนื้อ ในบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ เป็นการบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อให้โบท็อกซ์ถูกดูดซึม และถูกนำไปใช้งานได้มากที่สุด ซึ่งจะต้องบริหารกล้ามเนื้อเป็นเวลาประมาณ 30 นาที และเพื่อให้ตัวยาดูดซึมได้ดี ควรหลีกเลี่ยงการประคบเย็นหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์ เช่น ฉีดโบกราม ก็ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อบริหารกล้ามเนื้อกราม

2. งดนอนราบ 3 ชั่วโมง

หลังจากการฉีดโบท็อกซ์ ควรงด นอนราบ หรืออยู่ในท่าที่ใบหน้าก้มต่ำกว่า ระดับหัวใจ เพราะ จะทำให้เลือดไหวเวียนมาที่บริเวณใบหน้ามากขึ้น ทำให้โบท็อกซ์ ถูกดูดซึมไปใช้ได้น้อยลง ส่วนที่ถูกร่างกายกำจัดทิ้งจะมากขึ้น ทำให้เห็นผลลัพธ์ได้ไม่เต็มที่

วิธีลดเหนียง ฉบับเร่งด่วน มีอะไรบ้าง เลือกวิธีไหนดี ช่วยกำจัดไขมันใต้คาง​

3. รับประทาน Zinc

การรับประทาน Zinc ปริมาณ 50 มิลลิกรัม ในทุก ๆ วัน ทั้งช่วงก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์ จะช่วยทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น และทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น แต่การรับประทาน Zinc ควรดูภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะ มีบางเคสที่รับประทาน Zinc แล้วเกิดผลข้างเคียง เพราะ Zinc ไปเสริมฤทธิ์ให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์แรงเกินไป โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะแนะนำให้เคสที่เริ่มดื้อโบท็อกซ์รับประทาน Zinc หรือในเคสที่ร่างกายขาดสารอาหาร เป็นต้น

4. ฉีดโบท็อกซ์ตามคำแนะนำของแพทย์

การฉีดโบท็อกซ์ที่เหมาะสม จะต้องฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ฉีดบ่อยเกินไป และไม่ควรเว้นระยะห่างที่มากเกินไป เพราะถ้าหากฉีดบ่อย ไม่เว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 เดือน จะทำให้ร่างกายเกิดอาการ ดื้อโบ ได้ และถ้าหากทิ้งระยะห่างนานเกิน 5-6 เดือน จะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานปกติ และจะต้องเพิ่มปริมาณโบท็อกซ์ให้มากขึ้น สำหรับการฉีดครั้งต่อไป

7 ข้อห้ามหลังฉีดโบ ท็อกซ์

1. ห้ามสัมผัสใบหน้า

การสัมผัส การกดนวด ตรงตำแหน่งที่ฉีดโบท็อกซ์ โดยเฉพาะหลังจากที่ฉีดเสร็จ อาจจะส่งผลทำให้ตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อ ตำแหน่งข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น หนังตาตก หางคิ้วกระดกขึ้นสูง ปากเบี้ยว หรือหน้าแข็ง การแก้ไขมีเพียงวิธีเดียว คือ ต้องรอให้โบท็อกซ์สลายตัวจนหมด กล้ามเนื้อกลับมาทำงานปกติ อาการไม่พึงประสงค์จึงจะหายไป

2. ไม่ออกกำลังกายหนัก

ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์ ไม่ควรออกกำลังที่ต้องออกแรงมาก ๆ โดยเฉพาะท่าออกกำลังกายที่ต้องก้มหน้าต่ำ หรือต้องสะบัดศีรษะแรง ๆ แต่ยังสามารถออกกำลังแบบเบา ๆ ได้ ทั้งนี้รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้แรงเยอะด้วย เมื่อพ้นช่วง 2 สัปดาห์ไปแล้ว ก็สามารถออกกำลังกายได้แบบปกติ

3. ไม่สัมผัสความร้อน

ในช่วง 7 วันหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์ ควรหลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การอบซาวน่า การอาบน้ำร้อน การเผชิญกับแสงแดดจัด รวมไปถึงการออกกำลังกายหนัก ๆ ด้วย เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โบท็อกซ์จึงสลายตัวได้มากขึ้น ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลง

4. งดทำหัตถการบนใบหน้า

การทำทรีตเม้น์ หรือการทำหัตถการอื่น ๆ ที่ต้องใช้พลังงานความร้อน ลงสู่ชั้นผิว เช่นการทำเลเซอร์ Hifu, Thermage หรือ Ulthera จะทำให้โบท็อกซ์เสื่อมสภาพ และออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ หากจะต้องทำหัตถการเหล่านี้ จะต้องรอให้ครบ 2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับตัวโบท็อกซ์น้อยลง และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

5. อาหารที่ห้ามรับประทาน

อาหารที่ไม่ควรรับประทานหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์ จะเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อ ระบบการเผาผลาญของร่างกาย อาหารที่ต้องอยู่หน้าเตาร้อน ๆ เป็นเวลานาน เช่น ปิ้งย่าง ชาบู อาหารหมักดอง อาหารรสจัด ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ รวมไปถึง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ทำให้แผลจากรอยเข็มหายได้ช้า และเกิดอาการบวมช้ำ

6. งดสูบบุหรี่

สารที่อยู่ในบุหรี่ อย่างนิโคติน (Nicotine) ส่งผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้โบท็อกซ์กระจายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ การฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดริ้วรอย ก็อาจจะไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร และการสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้หน้าแก่กว่าวัย ที่สำคัญคือบุหรี่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม

7. ยาที่ห้ามรับประทาน

ยาและอาหารเสริมที่ไม่ควรรับประทาน หลังจากฉีดโบท็อกซ์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ คือ ยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลช้า ทำให้หลังฉีดโบท็อกซ์เกิดอาการบวมช้ำได้ง่าย เช่น วิตามิน อี (Vitamin E) น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose) แอสไพริน(Aspirin) ไอบูโพรเฟน(Ibuprofen) นาพรอกเซน(Naproxen) รวมไปถึงอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม โสม และสารสกัดจากใบแปะก๊วย (Gingko)

การฉีดโบท็อกซ์จะปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ถ้าหากมีการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด และลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลข้างเคียง ๆ ต่างได้ สิ่งสำคัญสำหรับการฉีดโบท็อกซ์คือ การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ตัวยาของแท้ และต้องฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น